ผู้ว่าแบงก์ชาติฯ ลั่น ถ้าจ้างงานภาคท่องเที่ยวฟื้น เศรษฐกิจไทยก็ฟื้น
ผู้ว่าแบงก์ชาติฯ ลั่น ถ้าท่องเที่ยวฟื้น เศรษฐกิจก็ฟื้น หลังเผชิญโควิด-19 มากว่า 2 ปี โจทย์ใหญ่ผลักดันธนาคารพาณิชย์ให้ทำหน้าที่ได้เหมือนปกติก่อนเกิดโรคระบาด
ในตอนหนึ่งของ รายการ “กาแฟดำ โดยสุทธิชัย หยุ่น” ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวถึงภาพรวมการฟื้นตัวเศรษฐกิจในระยะต่อไป หลังไทยเผชิญกับโควิด-19 มากว่า 2 ปี และยังีมีปัจจัยใหม่อย่าง สงครามรัสเซีย-ยูเครนเข้ามาแทรก จากนี้โจทย์ใหญ่ในบทบาทของ "ธนาคารกลางของประเทศ" จะเดินหน้าอย่างไร
เศรษฐกิจฟื้นตัวแต่ไม่เท่าเทียม
ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ ระบุว่า ช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเริ่มมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียมกัน
ถ้าโฟกัสเฉพาะที่ "การส่งออก" แน่นอนว่าจะเห็นการฟื้นตัวชัดเจนและส่งผลทำให้ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ จีดีพี เติบโตตามไปด้วย แต่ในทางตรงข้าม หากไปดูที่รายได้ของแรงงาน หรือ การจ้างงาน โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวซึ่งได้รับผลกระทบหนักตั้งแต่เกิดโควิด-19 ระบาด ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะฟื้นตัว คนกว่าล้านคนที่ได้รับผลกระทบและไม่มีรายได้กลับมายังมีอีกจำนวนมาก ซึ่งผลการจ้างงานของส่งออกสู้ท่องเที่ยวไม่ได้อยู่แล้ว
ยอมรับตอนนี้คือประคับประคองและพยุงสถานการณ์
ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ กล่าวด้วยว่า การฟื้นตัวที่อยากเห็น ไม่ใช่การฟื้นตัวในแง่ตัวเลขจีดีพี เดิมเรามองว่าไม่ปลายปีนี้ไปก็ต้นปีหน้า ที่ระดับจีดีพีจะกลับเข้ามาเท่าก่อนโควิด-19 แต่ที่เป็นห่วงกว่าคือ การฟื้นตัวของการจ้างงานกับรายได้คนซึ่งอันนี้จะช้าเพราะมันขึ้นอยู่กับภาคการท่องเที่ยว และตัวนี้จะสะท้อนว่าคนมันฟื้นได้หรือยัง เพราะถึงแม้จีดีพีมันฟื้นแต่คนยังรู้สึกกว่ารายได้ของเขาไม่ได้ฟื้นจริงๆ
ถ้าจะให้เลือก 1 ตัวที่จะช่วยเศรษฐกิจไทยได้ คือ ท่องเที่ยว เพราะตัวอื่นน้ำหนักการจ้างงานมันสู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าการท่องเที่ยวยังเป็นแบบนี้ ทางออกคือพยายามประคับประคองและพยุงสถานการณ์ไป
โจทย์ใหญ่ไม่ให้การฟื้นตัวสะดุดต้องเสริมกำลังแบงก์พาณิชย์
ซึ่งในหน้าที่หลังของธนาคารแห่งประเทศไทย คือ "ห้ามให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจสะดุด" สิ่งที่เป็นโจทย์แรกคือ "ระบบธนาคารพาณิชย์ยังคงทำงานได้ใกล้เคียงปกติที่สุด" เพราะถ้าไม่ทำแบบนั้นจะเป็นภาพเหมือนตอนปี 2540 กลายเป็นว่าเราแปลงวิกฤตเป็นหายนะ เพราะฉะนั้น ซึ่งด้วยมาตรการต่างๆ ทั้งเรื่องของดอกเบี้ย สภาพคล่อง เกณฑ์ต่างๆ ที่ออกมาตลอดก่อนหน้านี้ ก็สนับสนุนให้ระบบธนาคารธาณิชย์ยังทำหน้าที่ในการปล่อยสินเชื่อต่างๆ ได้
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า ภาพรวมการเติบโตของสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ในปี 2564 ขยายตัวที่ 6.5% โดยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ขยายตัวในเกือบทุกประเภทธุรกิจ สะท้อนความต้องการเงินทุนของภาคธุรกิจตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับสินเชื่อที่ให้แก่ภาครัฐที่ยังคงเพิ่มขึ้น ส่วนสินเชื่อธุรกิจ SMEs ขยายตัวต่อเนื่อง จากมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูเป็นสำคัญ ขณะที่ สินเชื่ออุปโภคบริโภค ขยายตัวในอัตราที่ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 4.0% ทั้งสินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อรถยนต์
ยอมรับยังมีบางจุดที่ "สินเชื่อไปไม่ถึง"
ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ กล่าวว่า ภาพรวมสินเชื่อที่เติบโตขึ้น แต่ถ้าลงไปดูในบางจุดสินเชื่อมันยังไม่ไปไม่ถึง เช่น สินเชื่อ SMEs เป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่พยายามจะเสริมส่วนนี้ เช่น มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) ล็อตแรกวงเงิน 1.4 แสนล้านบาท ต่อมา พ.ร.ก. ฟื้นฟูฯ 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งสามารถเข้าช่วย SMEs ได้ประมาณ 10% ( 3 แสนล้านบาท) ของจำนวน SMEs ทั้งหมดที่ต้องการสินเชื่อราว 3 ล้านล้านบาท ส่วน SMEs บางกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากยอมรับว่าก็ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้จริง
อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ ย้ำในตอนท้ายว่า ปี 2565 จากเดิมที่คาดว่าภาพรวมเศรษฐกิจจะดูดีขึ้นเพราะเชื่อว่าการท่องเที่ยวจะกลับมา แต่มีปัจจัยไม่แน่นอนเข้ามาแทรก หนึ่งในนั้นคือสงครามรัสเซีย-ยูเครน แต่ก็ขอย้ำว่า ฝั่งเรา (ธนาคารแห่งประเทศไทย) จะพยายามทำหน้าที่ให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไม่สะดุด
สำหรับภาพรวมในปี 2565 มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ต่างๆ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ดำเนินการเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทย เช่น
1. สินเชื่อส่วนบุคคล / บัตรเครดิต : คลินิกแก้หนี้ : ซึ่งรวมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นก้อนเดียวผ่อนนานสูงสุด 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 5%
2. สินเชื่อบ้าน / สินเชื่อไม่มีหลักประกัน : Debt Consolidation : รวมหนี้บ้าน และหนี้รายย่อยที่ไม่มีหลักประกัน เพื่อลดภาระดอกเบี้ย
3. หนี้ธุรกิจ : โครงการพักทรัพย์ พักหนี้ : การโอนทรัพย์ชำระหนี้ โดยให้สิทธิซื้อคืน
4. หนี้ทุกประเภท : แก้หนี้ระยะยาว (3 ก.ย. 64) : ปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาวให้สอดคล้องกับรายได้
5. หนี้ทุกประเภท : แก้หนี้ระยะยาวของ SFls (1 ม.ค. 65-31 ธ.ค. 66) : ปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว ให้สอดคล้องกับรายได้
ตรึงดีเซล 30 บาทต่อลิตร เหลือน้ำมันสำรองใช้ได้อีก 66 วัน
แนะขาย "ทอง-น้ำมัน" ปรับพอร์ตลงทุน ซื้อสินทรัพย์อื่น แนะลงคริปโทแค่ 5%
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB